วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2562

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่  6

วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 12.30-16.30 น.


ความรู้ที่ได้รับ
กิจกกรมที่1
อาจารย์ได้ให้แต่ละกลุ่มมานำเสนองาน จากงานที่ได้ทำจากอาทิตย์ก่อน
นำเสนอแผนผังความคิด เกี่ยวกับการจัดประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย
หัวข้อ คือ        1. กิจกรรม
2. สื่อ
3. เทคนิค





ผลงานของกลุ่มดิฉัน



สรุปกิจกรรมที่ได้
กิจกรรมหลัก 6 กิจกรรมของเด็กปฐมวัยมีดังนี้
1. กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างอิสระตามจังหวะ ซึ่งจังหวะและดนตรีที่ใช้ประกอบได้แก่ เสียงตบมือ เสียงเพลง เสียงเคาะไม้ เคาะเหล็ก รำมะนา กลอง ฯลฯ
2. กิจกรรมสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับงานศิลปศึกษาต่าง ๆ ได้แก่ การวาดภาพระบายสี การปั้น การพิมพ์ภาพ การพับ ตัด ฉีก ปะ และประดิษฐุ์เศษวัสดุ ที่มุ่งพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ การรับรู้เกี่ยวกับความงามและส่งเสริมกระตุ้นให้เด็กแต่ละคนได้แสดงออกตามความรู้สึกและความสามารถของตนเอง
3. กิจกรรมเสรี เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เล่นกับสื่อและเครื่องเล่นอย่างอิสระในมุมการเล่นกิจกรรมการเล่นแต่ละประเภทสนองตอบความต้องการตามธรรมชาติของเด็ก
4. กิจกรรมเสริมประสบการณ์ เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้ฟัง พูด สังเกต คิด และปฏิบัติการทดลอง ให้เกิดความคิดรวบยอดและเพิ่มพูนทักษะต่าง ๆ ด้วยวิธีการหลากหลาย เช่น การสนทนา ซักถามหรืออภิปราย สังเกต ทัศนศึกษา และปฏิบัติการทดลองตามกระบวนการเรียนรู้
5. กิจกรรมกลางแจ้ง เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้ออกนอกห้องเรียนไปสู่สนามเด็กเล่นทั้งที่บริเวณกลางแจ้งและในร่มเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกอย่างอิสระ โดยยึดเอาความสนใจ และความสามารถของเด็กแต่ละคนเป็นหลัก
6. กิจกรรมเกมการศึกษา เป็นกิจกรรมการเล่นที่มีกระบวนการในการเล่นตามชนิดของเกมประเภทต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งที่เรียน

สื่อการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
สื่อสำหรับเด็กปฐมวัย หมายถึง วัสดุ ที่เด็กนำมาเล่นแล้วได้รับความสุข ได้ผ่อนคลาย ได้เรียนรู้ เป็นตัวกลางที่ทำให้เด็กเกิดความรู้จากการได้สัมผัส ได้ลงมือปฏิบัติช่วยให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง
•เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดเรื่องราวสาระความรู้จากครูสู่เด็ก
•เป็นสิ่งที่ทำให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง
•เป็นสิ่งที่ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์
•เป็นสิ่งที่ทำให้เด็กเข้าใจเรื่องยากๆด้วยความง่ายดาย
•เป็นสิ่งที่ทำให้เด็กเกิดการค้นพบความรู้ด้วยตนเอง

เทคนิค คือ สิ่งที่ทำให้กิจกรรมเกิดขึ้นได้อย่างง่าย เป็นกระบวนการในกิจกรรมที่จะมีการนำเอา เกมการศึกษา นิทาน มาช่วยในการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้เด็กมีความสนใจ และสนุกมากขึ้น




กิจกกรมที่ 2 ปั้นดินน้ำมัน

อาจารย์ได้ให้ตัดกระดาษ ขนาด 3*3 คนละแผ่น และแจกดินน้ำมันคนละสีที่ตัวเองต้องการ

1.ให้ปั้นรูปเรขาคณิต 2 มิติ (และให้บอกทีละคนว่าปั้นรูปอะไร)
2.ต่อไปให้ใช้ดินน้ำมันมันเป็นรูป 3 มิติ โดยใช้ไม้จิ้มฟันเป็นส่วนประกอบ ให้ตรงกับโจทย์และสัมพันธ์กับรูป โดยทำให้เห็นได้ชัด






สรุป
แต่ละคนต้องมีวิธีการแก้ไขหรือต้องทำอย่างไรให้ทำเป็นรูป 2มิติได้ เช่น รูปสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ห้าเหลี่ยม หกเหลี่ยมสามารถทำได้เพราะรูปพวกนี้มีความสูง มีหลายด้าน แต่วงกลม วงรี ไม่สามารถทำได้เพราะไม่มีความสูง รูปวงกลมเป็นทรงมนไม่มีด้าน


ต่อไปอาจารย์ ได้ให้ ออกแบบป้ายชื่อ ของตัวเอง

แล้วอาจารย์ได้ให้ทุกคนช่วยกันคิดว่า ป้ายชื่อ สามรถนำมาใช้การสอนคณิตศาสตร์ได้ เช่นทำมาเป็นป้ายชื่อ การมาเรียน จำนวนนักเรียนมากกว่าน้อยกว่า คือป้ายชื่อของแต่ละคนสามารถนำมาเป็นสื่อการสอนในห้องได้หลากหลายวิธีไม่แค่ที่ยกตัวอย่าง สามารถนำมาประยุกต์เปลี่ยนแปลงได้ตลอด


  
คำศัพท์
1.     Molding                    การปั้น
2.     Shape                         รูปทรง
3.     Geometry                  รูปเรขาคณิต
4.     Circle                         รูปวงกลม
5.     Triangle                     รูปสามเหลี่ยม
6.     Square                        รูปสี่เหลี่ยม
7.     Pentagon                   รูปห้าเหลี่ยม
8.     Hexagon                    รูปหกเหลี่ยม
9.     Octagon                     รูปแปดเหลี่ยม
10. Oblong                      รูปวงรี

ประเมินตนเอง : ตั้งใจฟังที่อาจารย์ และทำได้ตามโจทย์ที่อาจารย์ได้
ประเมินเพื่อน : ช่วยเหลือกัน ร่วมแสดงความคิดเห็น
ประเมินอาจารย์ : อาจารย์ได้ฝึกให้เราแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองโดยที่ให้เราได้ลงมอทำและอธิบายส่วนที่ไม่เข้าใจได้ชัดเจน

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562



บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่  5

วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 12.30-16.30 น.


ความรู้ที่ได้รับ
                   อาจารย์ได้นนัดให้มาพบกันที่ ตึกนวัตกรรม เพื่อมาชมนิทรรศการของพี่นักศึกษาสาขาการศึกษาปฐมวัย ปี 5 มีพี่ๆมาให้ความรู้ในการทำวิจัย การเขียนแผน การจัดกิจกรรม




การสอนแบบไฮสโคป




แนวคิดสำคัญ
        แนวการสอนแบบไฮสโคปเน้นการเรียนรู้แบบลงมือกระทำผ่านมุมเล่นที่หลากหลาย  ด้วยสื่อและกิจกรรมที่เหมาะสมกับการพัฒนาการของเด็กและการแก้ปัญหาอย่างกระตือรือร้น

การเรียนการสอน
การเรียนการสอนแบบไฮ/สโคป เป็นการสร้างองค์ความรู้จากการที่เด็กได้ลงมือจัดกระทำกับอุปกรณ์ หรือสิ่งแวดล้อมซึ่งถือเป็นประสบการณ์ตรง  โดยที่ครูจะเป็นคนเตรียมอุปกรณ์ให้กับเด็กและกระตุ้นให้เด็กพัฒนาและดำเนินกิจกรรม โดยใช้หลักปฏิบัติ 3  ประการ  คือ
-             การวางแผน ( Plan ) เป็นการกำหนดแนวทางการปฏิบัติหรือดำเนินงานตามที่ได้รับมอบหมาย  มีการสนทนาระหว่างครับเด็ก  ว่าจะทำอะไร อย่างไร  การวางแผนกิจกรรมอาจจะใช้แสดงด้วยภาพหรือสัญลักษณ์ประจำตัวเด็ก  เป็นกระบวนการที่เด็กมีโอกาสเลือก และตัดสินใจ
-              การปฏิบัติ ( Do ) คือการลงมือกระทำตามแผนที่วางไว้  เป็นส่วนที่เด็กได้ร่วมกันคิด แก้ปัญหา  ตัดสินใจและทำด้วยตนเอง  เป็นส่วนที่เด็กได้มีการพัฒนาการพูดและปฏิสัมพัธ์ทางสังคมสูง
-              การทบทวน ( Review ) เป็นช่วงที่ได้งานตามจุดประสงค์  ช่วงนี้จะมีการอภิปรายและเล่าถึงผลงานที่เด็กทำเพื่อทบทวนว่า เด็กสามารถปฏิบัติตามแผนที่วางไว้หรือไม่  มีการเปลี่ยนแปลงแผนอย่างไร  และชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างแผนกับการปฏิบัติ  และผลงานที่ทำ รวมถึงการเล่าประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้รับ
            การที่เด็กได้ลงมือทำงามหรือกิจกรรมด้วยความสนใจ  จะทำให้เด็กสนุกกับการทกงาน  การทำตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบ ผลงานที่เกิดขึ้นนับเป็นความสำเร็จของเด็กในการลงมือทำกิจกรรมกับเพื่อนอย่างมีความสุข

สรุป
        การเรียนการสอนแบบไฮ/สโคป  สามารถนำไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ ได้ทุกกิจกรรม เพราะกระบวนการและวิธีการสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กเปิดกว้างมีการคิดการปฏิบัติ ตามวงจรของการวางแผน  การปฏิบัติ และการทบทวน ( plan-do-review cycle ) เมื่อทำกิจกรรมแล้วเด็กสามารถที่คิดกิจกรรมอื่นต่อเนื่องได้ตามความสนใจ  จุดสำคัญอยู่ที่ประสบการณ์การเรียนรู้ ( Key  experience ) ที่เด็กควรได้รับระหว่างกิจกรรม  ซึ่งครูต้องมีปฏิสัมพันธ์และกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้จากกิจกรรมให้มากที่สุด
        การเรียนการสอนทุกรูปแบบต่างก็ส่งผลต่อเด็กในการเรียนรู้  แต่สิ่งที่มุ่งหวังให้เด็กได้รับอย่างน้อยต้องส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกาย  อารมณ์-จิตใจ  สังคมและสติปัญญา เพื่อการเรียนรู้ที่ดีและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้มีความคิดอิสระสร้างสรรค์  ริเริ่ม  ซึ่งรูปแบบการเรียนการสอนแต่ละรูปแบบจะมีจุดเน้นสำคัญของรูปแบบที่เป็นลักษณะเฉพาะของรูปแบบนั้นๆ
            ครู คือบุคคลที่จะช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ  หากรูปแบบการเรียนการสอนที่มีความสอดคล้องภาวะการเรียนรู้ของเด็กและครูมีความเข้าใจในรูปแบบการเรียนการสอน ก็จะเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ที่ดีให้กับเด็กมากยิ่งขึ้น



การวิจัยในชั้นเรียน




ความหมายของการวิจัยในชั้นเรียน
การวิจัยในชั้นเรียนเป็นกระบวนการในการแก้ปัญหาหรือพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนที่ครูรับผิดชอบอย่างเป็นระบบ เพื่อสืบค้นให้ได้สาเหตุของปัญหา แล้วหาวิธีแก้ไขหรือพัฒนาที่เชื่อถือได้ เช่น การสังเกต จดบันทึก และวิเคราะห์หรือสังเคราะห์ เพื่อน าไปสู่การแก้ปัญหาหรือพัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนของครู และพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มีคุณภาพตามเป้าหมายที่ก หนดไว้ เพื่อส่งเสริมผู้เรียนให้ได้รับการ
พัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ

ความสำคัญของการวิจัยในชั้นเรียน
การแก้ปัญหาหรือการพัฒนาผู้เรียนในชั้นเรียนด้วยกระบวนการวิจัยที่ครูผู้สอนเป็นผู้ปฏิบัติ เป็นสิ่งที่จะให้ผลดีแก่ผู้เรียนมากกว่าการที่ครูแก้ปัญหาในชั้นเรียนของตนตามผลการวิจัยของผู้อื่น เนื่องจากครูผู้สอนเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้เรียนมากที่สุด ครูจึงย่อมรู้ธรรมชาติ ภูมิหลังและสภาพแวดล้อมของผู้เรียนของตนดีกว่าผู้อื่น แต่ครูก็ต้องพยายามศึกษา ค้นคว้าหาแนวทางการแก้ปัญหาการเรียนการสอนที่ผู้อื่นทำวิจัยไว้ เพื่อนำมาเป็นฐานความคิดในการปรับนำไปใช้ให้เหมาะสมกับผู้เรียนของตน และจะได้รู้ถึงข้อควรระวังที่ผู้วิจัยคนก่อนได้นำเสนอไว้เพื่อป้องกันความผิดพลาดซ้ำรอยเดิม รวมทั้งควรปรึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ภายในโรงเรียน หรือบุคคลภายนอกเพื่อปรับแนวคิดและประสบการณ์เหล่านั้น มาใช้เป็นแนวทางที่นำมาใช้แก้ปัญหาในชั้นเรียนของตนได้อย่างมั่นใจต่อไป
                   การวิจัยในชั้นเรียนจึงไม่ใช่สิ่งใหม่ที่แปลกแยกไปจากการพัฒนาการเรียนการสอนซึ่งเป็นงานในหน้าที่ของครูโดยทั่วไป และไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากเกินความสามารถของครู แต่อย่างไรก็ตามการพัฒนาการเรียนการสอนเป็นงานที่ต้องใช้เวลา และต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง การวิจัยในชั้นเรียนจึงไม่ใช่การวิจัยที่ทำเพียงครั้งเดียว แต่ควรทำอย่างต่อเนื่องจนเป็นปกติของงานในหน้าที่ในการแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียนของครู

ประโยชน์ของการวิจัยในชั้นเรียน
                   การวิจัยในชั้นเรียนมีประโยชน์ต่อผู้เรียน ครู โรงเรียน และวงการการศึกษา ดังนี้
1. ประโยชน์ต่อผู้เรียน เนื่องจากผู้เรียนในชั้นเรียนมีความรู้ความสามารถพื้นฐานแตกต่าง
กัน ถ้าครูใช้รูปแบบการสอนเพียงแบบเดียวกับผู้เรียนทุกคน อาจทำให้ผู้เรียนบางคนไม่ได้รับการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหา ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปถึงปัญหาอื่น เช่น จากปัญหาพฤติกรรมการเรียนส่งผลกระทบไปถึงปัญหาความประพฤติ ส่งผลกระทบไปถึงครูวิชาอื่น ครูที่รับช่วงในชั้นต่อไป โรงเรียน และสังคมโดยส่วนรวม จึงเป็นหน้าที่ของครูที่จะต้องพยายามวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา แล้วคิดหาทางแก้ปัญหาจนสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนให้ดีขึ้น พัฒนาผู้เรียนให้เกิดการใฝ่รู้ ใฝ่เรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับที่น่าพอใจ และไม่มีปัญหาการเรียนอีกต่อไป ซึ่งส่งผลไปถึงการขจัดปัญหาและผลกระทบอื่นๆ ด้วย
2. ประโยชน์ต่อครูครูมีการวางแผนการทำงานในหน้าที่ของตนอย่างเป็นระบบ ได้แก่ วาง
แผนการเรียนการสอน ออกแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน ประเมินผลการทำงานเป็นระยะโดยมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะทำอะไร กับใคร เมื่อไร เพราะอะไร และทำให้ทราบผลการกระทำว่า บรรลุเป้าหมายได้อย่างไร เพียงใด ช่วยให้ครูเกิดความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ ในการหาทางแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสมได้นวัตกรรมที่ผ่านการปรับปรุงจนเป็นที่ยอมรับได้ และเกิดความมั่นใจในการท างานมากขึ้น สามารถอธิบายได้ว่าตนเองสามารถจัดการเรียนรู้ให้เกิดผลแก่ผู้เรียนเป็นรายคนและแต่ละคนอย่างไรบ้าง
3. ประโยชน์ต่อโรงเรียน ครูในโรงเรียนมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้นทั้งภายในหมวดวิชา และ
ระหว่างหมวดวิชา มีการร่วมกันคิดแก้ปัญหา ตั้งแต่การวิเคราะห์หาสาเหตุจนถึงการเขียนรายงาน การได้ระดมสรรพกำลังจากความถนัดของแต่ละคนจะทำให้งานวิจัยมีคุณภาพยิ่งขึ้น เช่น ครูคณิตศาสตร์ช่วยในเรื่องการคำนวณ การวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูล ครูบรรณารักษ์ช่วยดูแลการเขียนบรรณานุกรม ครูภาษาไทยช่วยตรวจสอบการสะกดคำครูภาษาอังกฤษช่วยด้านการอ่านเอกสารตำราหรืองานวิจัยจากต่างประเทศ เป็นต้นการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่ที่ครูรับผิดชอบอยู่ จะช่วยให้การบริหารงานวิชาการในโรงเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถวิเคราะห์สาเหตุและชี้ประเด็นปัญหาได้ชัดเจนแก้ปัญหาได้ตรงจุด เป็นการสร้างเครือข่ายกัลยาณมิตรกันทางวิชาการในโรงเรียน และยกระดับมาตรฐานวิชาการของโรงเรียนให้สูงขึ้น
.4 ประโยชน์ต่อวงการการศึกษา ผลงานการวิจัยในชั้นเรียน สามารถนำมาเป็นข้อมูลในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของครูเกี่ยวกับวิธีการแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียนที่ครูแต่ละคนดำเนินการว่ามีความเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร ครูผู้สอนแต่ละคนจะประยุกต์นำไปใช้เพื่อพัฒนาผู้เรียนของตนได้อย่างไร เป็นการสร้างสังคมทางการศึกษา และกระตุ้นให้มีการพัฒนาผลงานทางวิชาการที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์อันมีคุณค่าของครูอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้วิชาชีพครูมีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นที่ยอมรับของสังคมมากขึ้น

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบโครงการ





        การสอนแบบโครงการเป็นการจัดการเรียนการสอนที่มีลักษณะสำคัญดังนี้
·         ความคิดพื้นฐานเชื่อว่า การเรียนรู้ของเด็กมาจากการกระทำ เด็กเป็นผู้ที่ต้องพัฒนา มีความคิด มีความมุ่งหมาย ความต้องการที่จะเรียนรู้ทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นของตนเองต้องพึ่งตนเอง การสอนแบบโครงการมุ่งพัฒนาทางร่างกายและจิตใจของเด็กไปพร้อมกัน
·         วิธีจัดการเรียนการสอนมี 4 ระยะ คือ
o    ระยะที่ 1 เริ่มต้นโครงการ เด็กจะร่วมกันคิดเรื่องที่สนใจ
o    ระยะที่ 2 ระยะวางแผนโครงการ เป็นช่วงเวลาที่กำหนดจุดประสงค์ว่าต้องการเรียนรู้อะไร กำหนดขอบเขตเนื้อหา ระยะเวลาและวิธีการศึกษา
o    ระยะที่ 3 ดำเนินโครงการตามที่กำหนดไว้ ที่เน้นระบวนการแก้ปัญหา จัดเป็นหัวใจของการสอนแบบโครงการ เพราะเด็กจะได้รับข้อมูลใหม่จากประสบการณ์ตรงหรือเป็นแหล่งข้อมูลพื้นฐานเพราะเด็กได้สนทนา พูดคุยกับบุคคล และสืบค้นจากแหล่งเรียนรู้ ขณะเดียวกันเด็กสามารถค้นความรู้จากแหล่งข้อมูลรอง (Secondary Sources) เช่น การดูวีดีทัศน์ การอ่านหนังสือ เป็นต้น
o    ระยะที่ 4 สรุปโครงการ ครูและเด็กร่วมวางแผนสรุปโครงการ เป็นขั้นตอนการประเมินโครงการ ทบทวนการปฏิบัติ และวางแผนโครงการใหม่ วิธีการสรุปโครงการอาจจะให้เด็กนำผลงานที่ได้รับมอบหมายมาแสดงต่อครูแล้วอภิปรายประเด็นปัญหา หรือให้เด็กนำเสนอผลงาน ในรูปของการจัดแสดง จัดเป็นนิทรรศการ หรือสาธิตผลงาน
·         มีกิจกรรมหลักในโครงการ 4 กิจกรรมคือ กิจกรรมสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในชั้นเรียน กิจกรรมทัศนศึกษา กิจกรรมสืบค้น และกิจกรรมนำเสนอผลงาน
·         กิจกรรมสืบค้นมีหลากหลายได้แก่ การรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการสังเกต การสัมภาษณ์ การปฏิบัติทดลอง การรวบรวมเอกสาร การรายงาน การจัดแสดงผลงานที่ได้จากโครงการ เป็นต้น
·         เรื่องที่จะเรียนมาจากความสนใจของเด็กที่ต้องการเรียนอย่างลุ่มลึก เด็กจึงเป็นผู้วางแผนและร่วมคิด ร่วมมือสืบค้นกับผู้อื่น ครูเป็นผู้สนับสนุน สังเกตและอำนวยความสะดวก หากเรื่องนั้นมีความเป็นไปได้ มีแหล่งข้อมูลเพียงพอ พ่อแม่และชุมชนมีความพร้อมที่จะร่วมมือ
·         ทักษะการเรียนรู้หนังสือจำนวน ให้บูรณาการในหัวเรื่องโครงการ รวมทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษา ดังนั้น หัวเรื่องหนึ่งที่เด็กสนใจเรียนรู้นั้นต้องมีเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์และควรสำรวจที่โรงเรียนเหมาะกว่าที่บ้าน




ประเมินตนเอง : ตั้งใจศึกษาเกี่ยวกับโครงงานแต่ละโรงเรียนที่พี่ๆมาให้ความรู้
ประเมินเพื่อน : มีความสนใจ และอยากทรายถึงรายละเอียดแต่ละโครงการ
ประเมินอาจารย์ : อาจารย์ได้เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม




บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่  4
วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 12.30-16.30 น.

ความรู้ที่ได้รับ
อาจารย์ได้นัดหมายให้นักศึกษาเรียนรวมทั้ง 2 เซค

งานชิ้นที่ 1
ทำ MY Mapping ประวัติของตนเอง ให้แบ่งกระดาษ A4 เป็น 4 ส่วน โดยตรงกลาง เขียนชื่อตัวเราเอง และใน 4 ส่วน มีหัวข้อดังนี้
1.ครอบครัว
2.ตัวเรา
3.ความสามารถพิเศษ
4.ประโยชน์ในตัวเรา



งานชิ้นที่ 2

แบ่งกลุ่มละ 4-5 คน และนำแผ่นชาร์ตกลุ่มละ 1 แผ่น ให้แต่ละกลุ่ม ทำ MY Mapping เกี่ยวกับ การจัดประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์ เพื่อนำเสนออาทิตย์ถัดไป ประกอบไปด้วย
1.กิจกรรม
2.สื่อ
3.เทคนิค
           
ประเมินตนเอง : ตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมาย และร่วมแสดงความคิดเห็นภายในกลุ่ม
ประเมินเพื่อน : เพื่อนๆช่วยกันทำงานอย่างตั้งใจ ช่วยการแสดงความคิดเห็นในรูปแบบต่างๆ
ประเมินอาจารย์ : อธิบายได้เข้าใจในบางส่วน ตอบข้อสงสัยที่นักศึกษาไม่เข้าใจ 

คำศัพท์
1.Family                     ครอบครัว
2.Ability                      ความสามารถ
3.Benefit                    ประโยชน์
4.Media                      สื่อ
5.Activties                  กิจกรรม
6.Technique             เทคนิค
7.Mathematics          คณิตศาสตร์
8.Idea                         ความคิด
9.Cooperation           ความร่วมมือ
10.Format                  รูปแบบ

วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2562



การบันทึกครั้งที่ 3
วันศุกร์ที่ 25 มกราคม 2562 เวลา 12.30-16.30 น.


ความรู้ที่ได้รับ

 อาจารย์ให้ให้นักศึกษาทำกิจกรรม โดยอาจารย์ได้ให้อุปกรณ์ดังนี้ และทำตามที่บอกทีละขั้นตอน
อุปกรณ์
1.กระดาษเทาขาว
2.กรรไกร
3.คัดเตอร์
4.เทปใส
5.สีเมจิก
6.แผ่นรองกรีด
7.ไม้บรรทัด 1 ฟุต



ขั้นตอนการทำ
1.แบ่งกระดาษเทาขาวคนละครึ่งกับเพื่อน และนำมาวัด ขนาด 2*2 นิ้ว จำนวนสิบช่องสองแถวต่อกัน จำนวน 2 ชุด


2.นำสีเมจิกขีดตามช่องที่ได้วัดไว้ นำมาตัดให้เรียบร้อย
3.นำกระดาษที่เหลือมาตัดเป็นสี่เหลี่ยม 2 ชิ้น เพื่อนทำเป็นหน่วยการนับเลข

4.ใช้สีเมจิกขีดตามช่องและแบ่งครึ่ง ด้านซ้ายเขียน สิบ ด้านขวาเขียน หน่วย
5.แล้วนำเทปใสมาติดข้างหน้าระหว่างรอยเชื่อมเหมือนเดิมสามารถพับได้
6.นำกระดาษที่เขียนตัวเลข 0-9 ที่ตัดเป็นชิ้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว มาวางไว้ที่ช่อง สิบ  หน่วย



สิ่งที่ได้รับจากกิจกรรม...
ได้รู้จักวิธีการทำสื่อคณิตศาสตร์ และการที่เราเป็นครูปฐมวัยเราควรใช้ทุกอย่างอย่างคุ้มค่า เช่นกระดาษเทาขาว ถ้าเราแบ่งหรือคาดคะเน กระดาษจะพอกับที่เราต้องการที่จะนำมาทำสื่อ สามารถนำมาสอนเด็กได้จริง เกี่ยวกับตัวเลข จำนวนนับ การบวก ลบ คูณ หาร แบบง่ายๆที่เป็นพื้นฐานของเด็ก 



กิจกรรมที่ 2 การปั้นดินน้ำมัน

อุปกรณ์

1.แผ่นรองดินน้ำมัน
2.ดินน้ำมันหลากสี เช่น ม่วง ฟ้า น้ำ เงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง น้ำตาล ดำ เป็นต้น
3.สื่อที่เราทำในกิจกรรมที่ 1

วิธีการสอน

อาจารย์ได้แบ่งนักศึกษาเป็น 2 กลุ่มใหญ่ และแจกดินน้ำมันให้แต่ละคนปั้นดินน้ำมันเป็นรูปผลไม้คนละ 1 อย่าง ขนาดเล็กพอเหมาะสม และบอกชื่อผลไม้ภาษาไทย -อังกฤษ 





และนำมาวางทีละชิ้นบนสื่อที่เราได้ทำในกิจจกรรมที่ 1จากซ้ายไปขวาเป็นขั้นตอนไปเรื่อยๆ หลังจากนั้นนับว่ามีผลไม้กี่ชนิด นำตัวเลขมาวางตรงช่องที่เป็นช่องสุดท้ายว่ามีกี่ชิ้น

และอาจารย์ให้แต่ละกลุ่มหาเกณฑ์ในการแบ่งผลไม้ กลุ่มของดิฉันเอา เกณฑ์เป็นผลไม้ที่มีหนาม และนำมาแยกในสื่ออีกชิ้นที่เหมือนกัน เช่น ผลไม้ทั้งหมดมี 13 ผล มีผลไม้มีหนามอยู่ 1 ผล คือ 13-1 = 12 เป็นต้นเป็นการ บวก ลบ ง่ายๆ และสิ่งที่จะหาความแตกต่างได้คือเกณฑ์ในการแบ่ง

สิ่งที่ได้รับจากกิจกรรมนี้...
เราควรสอนเด็กจากสิ่งง่ายๆไปยาก ควรสอนไปเป็นตามลำดับขั้นตอน ควรคำนึงถึงตวามสามารถของเด็กปฐมวัย เช่น กิจกรรมนี้จะเป็นการสอนในเรื่องของการ บวก ลบ พื้นฐานของตัวเด็ก สิ่งที่จะทำให้เด็กได้เรียนรู้ง่ายคือ จะต้องมีเกณฑ์ในการแบ่งเช่น สิ่งนี้มากกว่าหรือน้อยกว่าสิ่งนี้ ให้เด็กได้สังเกต เปรียบเทียบ แยกแยะ จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 ผ่านการกระทำ เพื่อให้เด็กได้รับรู้ ซึมซับเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ 

คำศัพท์

1.Number                ตัวเลข
2.Round  shape        รูปทรงกลม
3.Count                    จำนวนนับ
4.Assimilation        การดูดซึม
5.Mangosteen             มังคุด                
6.Custard   apple        น้อยหน่า              
7.Rose  apple              ชมพู่                  
8.Tamarind                 มะขาม           
9.Durian                     ทุเรียน              
10.Apple                      แอปเปิ้ล  
11.Orange                    ส้ม                  
12.Watermelon            แตงโม                    
13.Banana                   กล้วย               
14.Grape                     องุ่น               
15.Strawberry             สตอเบอร์รี่     
16.Mango                  มะม่วง
17.Cherry                   เชอร์รี่   


ประเมินตนเอง : ตั้งใจทำงานที่ตัวเองได้มอนหมายอย่างตั้งใจ และทำเสร็จทันเวลา
ประเมินเพื่อน : เพื่อนๆให้ความร่วมมือในการทำงานร่วมกันเป็นอย่างมาก ช่วยเหลือและสนุนกัน
ประเมินอาจารย์  : อาจารย์สอนได้เข้าใจ อธิบายทุกครั้งที่ไม่เข้าใจ และคอยแนะนำวิธีการพูดการนำเสนอได้ถูกต้อง